เมนู
บทความ11 นาทีในการอ่าน

ถ้าเราถอยออก แล้วใครทำต่อ

ชวนคิดเรื่องงานชุมชนผ่าน Community Engagement Programme (CEP) ของ DO IN THAI ด้วยแนวคิด 6P และ 6R ตั้งแต่งานที่อยากทำร่วมกัน ไปจนถึงวันที่คนในพื้นที่ตัดสินใจและเดินต่อได้ด้วยตัวเอง

เวลาไปทำงานกับชุมชน เรามักเตรียมตัวตอบได้ว่า จะไปทำอะไร ทำกับใคร ใช้เวลาเท่าไหร่ และอยากให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีทั้งความตั้งใจ มีความรู้ มีเครื่องมือ บางครั้งเตรียมไปเสียพร้อมจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้คนตรงนั้นบอกว่า เขาอยากทำอะไรกับชีวิตของเขาเอง

ผมอยากชวนถามอีกคำถามตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานเลยว่า ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ใครจะทำต่อ

คำถามนี้ฟังดูเหมือนเรื่องปลายทาง เหมือนต้องรอให้โครงการใกล้จบแล้วค่อยคิดเรื่องส่งมอบ แต่ถ้าคนในพื้นที่จะเป็นคนอยู่กับสิ่งที่เราทำไปอีกนาน เขาควรมีส่วนตัดสินใจตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ ตั้งแต่วันที่เราเอาของไปให้ หรือตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอะไร

สำหรับผม นี่เป็นคำถามที่คนทำงานเพื่อสังคมต้องยอมถามตัวเองบ่อยๆ เพราะความตั้งใจดีของเราอาจพางานไปได้ไกลมาก ขณะเดียวกันก็อาจพาเราเข้าไปยืนในที่ของคนอื่นนานเกินไป โดยที่เราเองยังรู้สึกว่ากำลังช่วยเขาอยู่

งานที่เราอยากทำ กับชีวิตที่เขาต้องอยู่

ลองมองภาพง่ายๆ สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคืองานที่เราสนใจและตั้งโจทย์ อีกฝั่งคือประเด็นสังคม ความท้าทาย และคนที่อยู่กับเรื่องนั้นจริงๆ สองฝั่งมองเห็นโอกาสไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เราอาจเห็นสิ่งที่น่าลอง เขาอาจเห็นสิ่งที่เคยลองแล้วไม่รอด หรือเห็นภาระอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้

พื้นที่ทำงานร่วมกันจึงต้องค่อยๆ หา ต้องคุย ต้องฟัง และต้องยอมขยับจากสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ด้วย คน เงิน เครื่องมือ วิธีทำงาน มีความสำคัญทั้งหมด แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเวลาและความต่อเนื่อง เราอาจมีเวลาของโครงการ ส่วนเขามีเวลาของการทำมาหากิน มีครอบครัว มีฤดูกาล และมีชีวิตที่ไม่ได้หยุดรอให้เราลงพื้นที่

DO IN THAI CEP 6P ช่วยให้เอาเรื่องเหล่านี้มาวางดูด้วยกัน เริ่มจาก Place เรากำลังทำงานในพื้นที่แบบไหน Problem ปัญหาที่เห็นคืออะไร และอะไรทำให้มันยังแก้ไม่ได้ People ใครอยู่กับปัญหา ใครได้รับผลจากมัน แล้วค่อยไปถึง Purpose ว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร Programme จะลงมือทำอะไรกัน และ Partnership ต้องอาศัยใครร่วมทางบ้าง

ลำดับความคิดตรงนี้ช่วยดึงเราไว้ เวลาที่ใจวิ่งไปถึงกิจกรรมก่อนจะเข้าใจคน เราอาจอยากจัดอบรม อยากทำเครื่องมือ อยากพาเด็กๆ ไปลองสร้างอะไรสักอย่าง ซึ่งก็ทำได้ แต่ต้องย้อนกลับมาให้ได้ว่า สิ่งนั้นตอบเรื่องของใคร และคนที่เรากำลังชวนเขาเห็นความสำคัญของมันด้วยหรือยัง

แผน DO IN THAI CEP 6P แสดงความเชื่อมโยงของพื้นที่ ปัญหา ผู้คน เป้าหมาย กิจกรรม และภาคีร่วมงาน

แผน 6P สำหรับมองงานที่จะทำร่วมกัน เปิดภาพขนาดเต็ม

ถึงตรงนี้เราอาจกรอกทุกช่องได้ครบแล้ว ดูเผินๆ ก็เหมือนพร้อมลุย แต่ในช่อง Partnership ที่เขียนชื่อคนไว้ข้างกัน คนเหล่านั้นคุยกันได้จริงไหม เชื่อใจกันแค่ไหน ใครเป็นคนตัดสินใจ และมีใครที่เรายังไม่ได้ฟังเลยหรือเปล่า

กระดาษหนึ่งแผ่นวางชื่อทุกคนให้อยู่ด้วยกันได้ง่ายกว่าชีวิตจริงเสมอ

สิ่งเชื่อมโยงที่หายไป

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่วางแผนไว้ เป็นเรื่องที่เพิ่มกิจกรรมอีกสักกิจกรรมก็อาจยังตอบไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับบทบาท ความพร้อม ความสัมพันธ์ และความเป็นเจ้าของของคนที่กำลังจะทำงานด้วยกัน

นี่คือที่มาของคำถามใน DO IN THAI CEP 6R ซึ่งผมอยากให้ใช้ย้อนมองวิธีทำงานของเราพอๆ กับมองชุมชน

Role — เราจะเข้าไปเป็นใคร บางพื้นที่ต้องการคนช่วยลงมือ บางพื้นที่มีคนทำเก่งอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดคนเชื่อมบางอย่าง ถ้าเข้าไปด้วยบทบาทเดิมทุกครั้ง เราอาจขยันทำในสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการเสียด้วยซ้ำ ลองถามให้ชัดว่า การมีเราอยู่ตรงนั้นช่วยให้เขาทำเองได้มากขึ้นหรือเปล่า และถ้าเราถอย สิ่งที่เริ่มไว้ยังขยับต่อได้ไหม

Readiness — เราและเขาพร้อมแค่ไหน ความพร้อมของคนถือโครงการไม่ได้แปลว่าทุกคนพร้อมไปด้วย บางครั้งงานแรกที่ควรทำอาจเป็นการช่วยให้คนเห็นปัญหาร่วมกันก่อน ให้มีเรื่องที่อยากขยับด้วยกันจริงๆ เร่งให้เกิดกิจกรรมได้ แต่ความรู้สึกเป็นเจ้าของคงเร่งด้วยกำหนดการของเราลำพังไม่ได้

Relationship — คนในระบบสัมพันธ์กันอย่างไร เราสนิทกับผู้นำคนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในพื้นที่เชื่อใจกันแล้ว การชวนคนมานั่งวงเดียวกันจึงยังมีงานข้างในอีกมาก ใครกล้าพูด ใครต้องคอยเกรงใจใคร เรื่องไหนพูดออกมาแล้วจะอยู่ด้วยกันลำบาก ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ เวทีที่ดูคึกคักก็อาจมีเสียงสำคัญบางเสียงหายไปตลอดทั้งงาน

Resource — เราและเขามีอะไรอยู่แล้ว คนทำงานพัฒนามักฝึกมองสิ่งที่ขาดจนคล่อง ลองหยุดดูสิ่งที่มีบ้าง ความรู้ที่ใช้กันอยู่ คนที่คนอื่นไว้ใจ วิธีจัดการที่อาจไม่เคยถูกเขียนเป็นคู่มือ ของเหล่านี้มีเจ้าของ มีที่มา และอาจเป็นฐานให้เดินต่อได้มั่นคงกว่าเครื่องมือใหม่ที่เราอยากนำไปให้เสียอีก เมื่อเห็นของเดิมชัดขึ้น เราค่อยรู้ว่าควรเติมอะไร และอะไรควรปล่อยให้เขานำ

Rights & Responsibility — ใครตัดสินใจ ใครเป็นเจ้าของ ข้อนี้ต้องถามกันตรงๆ เพราะการมีคนมาช่วยทำงานของเรา กับการที่เขาได้ร่วมคิดและตัดสินใจเรื่องของตัวเอง ห่างกันมาก ถ้าเรายังเลือกทุกอย่าง กำหนดทุกอย่าง แล้วเหลือหน้าที่ให้เขารับผิดชอบต่อหลังเรากลับ เรากำลังส่งต่อทั้งอำนาจและความสามารถ หรือกำลังส่งต่อแค่ภาระ

Reciprocity — ทำไมเขาถึงอยากทำต่อ ทุกฝ่ายให้อะไรและได้อะไรจากการทำงานนี้ เราอาจได้เรียนรู้ ได้ผลงาน ได้ทำสิ่งที่เชื่อ ส่วนคนในพื้นที่เสียเวลา เสียแรง และต้องอยู่กับผลของมันต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นมีคุณค่ากับเขาอย่างไร ความสัมพันธ์นี้เป็นธรรมหรือยัง คำตอบคงต้องฟังจากเขาด้วย จะตอบแทนเขาเองว่าได้ประโยชน์แน่นอนก็คงง่ายเกินไป

ตาราง DO IN THAI CEP 6R พร้อมคำถามเรื่องบทบาท ความพร้อม ความสัมพันธ์ ทรัพยากร สิทธิและความรับผิดชอบ และคุณค่าที่ทุกฝ่ายได้รับ

คำถาม 6R ที่ต้องกลับมาคุยกันระหว่างทำงาน เปิดภาพขนาดเต็ม

6P ทำให้เห็นว่าเราจะสร้างอะไรด้วยกัน ส่วน 6R ชวนดูว่าจะสร้างกันอย่างไร ให้คนตรงนั้นเป็นเจ้าของมันได้จริง คำถามเหล่านี้จึงควรอยู่กับเราระหว่างทางด้วย เพราะเมื่อคนเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่เคยเข้าใจว่าพร้อมก็อาจต้องกลับมาคุยกันใหม่

เราจำเป็นต้องเป็นคนทำเองแค่ไหน

เรื่องบทบาทมีรายละเอียดที่ผมอยากชวนคิดต่อ คนทำงานชุมชนไม่จำเป็นต้องเป็นคนคิด คนสร้าง คนสอน และคนแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ลองดูให้ดีว่าในจังหวะนั้น งานต้องการอะไรจากเรา บางครั้งหน้าที่ที่มีประโยชน์ที่สุดอาจเป็นการพาคนสองกลุ่มมาเจอกัน แล้วนั่งฟังเขาคุยกันให้จบ

หากยังไม่มีใครเดินระบบได้ เราอาจต้องเป็น Operator ลงมือทำก่อน แต่ต้องคิดเรื่องส่งต่อไปพร้อมกัน หากพื้นที่รู้แล้วว่าต้องการอะไรแต่ยังสร้างเองไม่ได้ เราอาจเป็น Developer ช่วยสร้างระบบร่วมกับเขา และถ้าวิธีเดิมไปต่อไม่ไหวจริงๆ ค่อยสวมบท Innovator ชวนทดลองของใหม่ โดยดูด้วยว่าคนในพื้นที่จะหยิบไปใช้ต่อได้อย่างไร

อีกหลายพื้นที่มีคนลงมือทำอยู่ก่อนแล้ว หน้าที่ของ Accelerator คือช่วยหนุนสิ่งนั้นให้ไปได้ดีขึ้น คนที่ทำอยู่ควรได้ไปต่อกับงานของเขา ส่วน Catalyst เหมาะกับจังหวะที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เริ่มขยับ ช่วยจุดให้คนได้ลอง จนเกิดแรงที่จะทำต่อกันเอง หากทุกครั้งต้องรอให้เรากลับไปจุดใหม่ ก็คงต้องทบทวนว่าข้างในยังขาดอะไร

เมื่อคนแยกกันทำงาน เราอาจเป็น Convener ดูแลพื้นที่ให้เขาได้แลกเปลี่ยนกัน หรือเป็น Connector / Broker เชื่อมคน ความรู้ เงิน และโอกาสที่มีอยู่ให้ถึงกัน ที่ต้องระวังคือ อย่าเชื่อมไปเชื่อมมาจนทุกเรื่องต้องผ่านเราหมด คนที่เราพามาเจอกันควรติดต่อและทำงานกันต่อได้เองด้วย

หากเขาอยากทำแต่ยังขาดทักษะ เราเป็น Capability Builder / Coach ช่วยให้ทำได้และถ่ายทอดต่อได้ หากเขาทำเป็นอยู่แล้วแต่ติดข้อจำกัดเรื่องอำนาจ ข้อมูล หรือการเข้าถึงทุน เราอาจต้องเป็น Enabler ช่วยเปิดทางให้ และเมื่อพื้นที่นำเองได้แล้ว บทบาท Steward / Advisor ก็คือคอยประคองคุณภาพ อยู่ให้เรียกใช้ ยอมรับการตัดสินใจของเขาได้ แม้บางเรื่องจะต่างจากที่เราคิด

ตารางบทบาทคนทำงานชุมชน 10 แบบ ตั้งแต่ลงมือเดินระบบ สร้างร่วม ทดลอง เชื่อมคน พัฒนาความสามารถ ไปจนถึงคอยให้คำปรึกษาเมื่อพื้นที่นำเองได้

เลือกบทบาทตามสิ่งที่พื้นที่ต้องการในเวลานั้น เปิดภาพขนาดเต็ม

ชื่อภาษาอังกฤษอาจดูเยอะ แต่เอาเข้าจริงมันถามเราเรื่องเดียวกันว่า เรายอมเปลี่ยนบทบาทของตัวเองได้แค่ไหน จากคนที่เคยทำทุกอย่าง มาเป็นคนที่ช่วยเพียงบางอย่าง แล้วค่อยๆ มีคนอื่นทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องรอเรา

การได้เห็นคนอื่นทำเองได้ควรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่คนทำงานก็ต้องรู้ทันใจตัวเองด้วย วันที่ไม่มีใครต้องโทรมาถามทุกเรื่องแล้ว เรารับวันนั้นได้จริงไหม

ลองกลับไปมองเรื่องน้ำอีกที

ลองใช้โจทย์เรื่องน้ำที่ตำบลแม่ข่า อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวอย่างในการออกแบบงาน ตั้งต้นจากปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในฤดูแล้ง คุณภาพน้ำ และการจัดการทรัพยากรร่วมกัน เป้าหมายแรกคืออยากให้ชุมชนมีน้ำสะอาดเพียงพอและจัดการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว

แต่พอเอาคำถามเรื่อง Empowerment กลับมาดู เราจะเริ่มถามละเอียดขึ้นว่า ใครในพื้นที่จะรู้สถานการณ์น้ำ ใครจะใช้ข้อมูลนั้นตัดสินใจ ใครตั้งกติกา และใครติดตามผลต่อ เป้าหมายจึงขยับมาถึงความสามารถของชุมชนที่จะรู้สถานการณ์ของตัวเอง ตัดสินใจร่วมกัน ลงมือจัดการ และเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

เมื่อคิดแบบนี้ งานของครู เด็กๆ หรือคนที่เข้าไปช่วย ก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย การสำรวจน้ำอาจช่วยทำให้เรื่องที่ต่างคนต่างรู้มองเห็นร่วมกัน การทำข้อมูลอาจช่วยให้ความรู้เดินทางจากคนหนึ่งไปถึงอีกคนหนึ่งได้ และการจัดวงคุยก็ต้องช่วยให้คนที่เกี่ยวข้องพูดคุยเรื่องยากๆ กันได้จริง จนคนตรงนั้นมีความสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ต่อ

ฝั่งชุมชนเองจึงมีพื้นที่ในการวิเคราะห์ปัญหา เลือกว่าอะไรควรทำก่อน ตั้งกติกาที่ต้องใช้ร่วมกัน ลองทำเรื่องเล็กๆ แล้วกลับมาดูผลด้วยกัน ถ้ายังไม่ดีพอก็ปรับและลองใหม่ วงจรนี้สำคัญมาก เพราะปัญหาน้ำไม่ได้หยุดเปลี่ยนหลังจากเราส่งรายงานเสร็จ คนที่อยู่ตรงนั้นต้องมีทั้งข้อมูล ความสามารถ และสิทธิที่จะปรับวิธีทำงานของเขาต่อได้

ตัวอย่างเรื่องน้ำ ปรับเป้าหมายไปสู่ชุมชนที่รู้สถานการณ์ ตัดสินใจ จัดการและติดตามผลเอง พร้อมแยกบทบาทเจ้าของงาน ผู้ได้รับผล คนขับเคลื่อน และผู้ช่วยเปิดทางในพื้นที่

ตัวอย่างการปรับแผนเรื่องน้ำให้ชุมชนเป็นเจ้าของการตัดสินใจ เปิดภาพขนาดเต็ม

รายชื่อคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องมองให้ลึกกว่าเดิม ใครเป็นเจ้าของงานในพื้นที่ ใครได้รับผลจากการตัดสินใจ ใครมีแรงอยากขับเคลื่อน และใครช่วยปลดข้อจำกัดให้ได้ คนเหล่านี้อาจไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด และเราไม่ควรคาดหวังให้ทุกคนเข้ามาร่วมด้วยเหตุผลเดียวกัน

สำหรับครูและเด็กๆ การทำงานแบบนี้อาจไม่ได้จบด้วยชิ้นงานที่ตัวเองควบคุมได้ทุกส่วน มีสิ่งที่ต้องรอ มีเรื่องที่ต้องฟังใหม่ มีความคิดของคนอื่นที่ทำให้แผนเดิมต้องเปลี่ยน แต่ตรงนั้นเองที่ได้เรียนรู้วิธีคิดของผู้อื่น และเห็นว่าความรู้ที่เราเตรียมไปจะอยู่ร่วมกับชีวิตจริงของคนได้อย่างไร

ถอยออก โดยยังอยู่ให้เรียกหา

การถอยออกต้องดูความพร้อมของคนด้วย งานบางช่วงยังจำเป็นต้องมีเราช่วยลงมือ บางช่วงต้องมีคนคอยประคอง และบางเรื่องก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้ สิ่งที่ควรชัดตั้งแต่ต้นคือ เรากำลังช่วยให้คนตรงนั้นมีกำลังและมีสิทธิจัดการเรื่องของเขาเพิ่มขึ้นอย่างไร

ถ้าวันหนึ่งเขาตั้งคำถามเองได้ ชวนคนมาคุยกันเองได้ ลองแล้วผิดก็ยังกลับมาตั้งหลักใหม่ได้ เราคงมีเหตุผลดีๆ ที่จะค่อยๆ ถอยออกมา ถึงวันนั้นเขาอาจทำต่างจากเรา เลือกวิธีที่เราไม่ถนัด หรือพางานไปในทิศที่เราไม่ได้คิดไว้ด้วยซ้ำ ความเป็นเจ้าของต้องมีที่ว่างให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้

ผมยังคิดว่า ความยั่งยืนของงานพัฒนาอยู่กับคนที่มีแรงทำเพื่อพื้นที่ของเขาต่อไป คนที่พร้อมรับผลจากสิ่งที่ตัวเองเลือก และมีเพื่อนร่วมทางพอจะช่วยกันเรียนรู้เมื่อมันไม่เป็นอย่างที่หวัง หน้าที่ของเราอยู่ตรงการช่วยให้เงื่อนไขเหล่านั้นเกิดขึ้น แล้วรู้ว่าเมื่อไหร่ควรขยับตัวเองออกมาบ้าง

หากจะฝากคำถามไว้สักข้อ ก่อนเริ่มงานครั้งต่อไป ลองนึกถึงวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น แล้วถามว่า คนที่อยู่ต่อมีอะไรในมือเพิ่มขึ้นบ้าง มีความรู้ มีคนที่ไว้ใจกัน มีอำนาจตัดสินใจเรื่องของตัวเอง และมีแรงพอจะลองต่อไหม

ส่วนเรา ถ้าเขายังอยากหันมาเรียกหา ก็อยู่ให้เขาเรียกได้ แค่นั้นก็น่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีพอให้ทั้งสองฝ่ายเดินต่อไปแล้ว

ภาพประกอบ

Contribution ทั้งหมด