เมนู
บทความ13 นาทีในการอ่าน

นวัตกรรมสังคม เรากำลังเปลี่ยนอะไรให้ใคร

เวลาพูดถึงนวัตกรรม ทำไมเรามักนึกถึงสิ่งประดิษฐ์ ชวนมองการสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านหนทางใหม่ โดยเริ่มจากคนที่อยู่กับปัญหา แล้วค่อยเลือกว่าจะใช้ความรู้ เครื่องมือ และความร่วมมืออย่างไร

เวลาถามว่านวัตกรรมคืออะไร ไม่ว่าจะคุยกับครู เด็กๆ หรือคนทำงาน คำตอบที่ได้ยินบ่อยก็วนอยู่แถวๆ สิ่งประดิษฐ์ สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน บางคนต่อให้อีกหน่อยว่า ต้องเป็นความใหม่ที่ขายได้ด้วย พอชวนให้ลองทำนวัตกรรมสักอย่าง เราเลยเริ่มคิดกันว่าจะสร้างอะไรดี แล้วก็รีบไปค้นว่ามีใครทำไปแล้วหรือยัง

การคิดของใหม่เป็นเรื่องสนุกนะครับ ได้ใช้ความรู้ ได้ลองทำสิ่งที่ยังทำไม่เป็น และสิ่งประดิษฐ์หลายอย่างก็ช่วยชีวิตคนได้มาก แต่ถ้าความสนใจทั้งหมดไปอยู่ที่ว่าเราจะสร้างอะไรให้ต่างจากคนอื่น เราอาจยังไม่ได้ใช้เวลากับคำถามว่า คนที่เราตั้งใจจะช่วยกำลังลำบากกับเรื่องอะไรอยู่

ยิ่งในงานที่มีคนเป็นตัวตั้ง ของที่ใหม่ที่สุดอาจยังช่วยเขาไม่ได้ ส่วนวิธีที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าธรรมดามาก อาจทำให้เขาไปทำงานได้ มีอาหารกินตรงเวลา หรือตัดสินใจเรื่องของตัวเองได้มากขึ้น ความต่างตรงนี้ทำให้ผมอยากกลับมาคุยกันตั้งแต่ความหมายของคำว่านวัตกรรม

เพราะนิยามที่เราใช้มีผลต่อสิ่งที่เราเลือกทำ ถ้าคิดว่าต้องจบด้วยสิ่งประดิษฐ์ เราก็จะพยายามหาสิ่งประดิษฐ์มาตอบ แต่ถ้าเริ่มจากความเปลี่ยนแปลงที่อยากให้เกิดกับคน เราจะมีทางให้คิดและลงมืออีกมาก

นิยามที่ใช้ พาเราไปหางานแบบไหน

สมมติครูให้เด็กๆ คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาอาหารเหลือในโรงเรียน ถ้าโจทย์บอกว่าจะต้องมีชิ้นงานมานำเสนอ เด็กก็อาจคิดถึงถังขยะอัจฉริยะ เครื่องแยกเศษอาหาร หรือแอปบันทึกอาหารที่ทิ้ง เป็นคำตอบที่เข้าใจได้ เพราะทั้งหมดมีของให้เห็นและอธิบายได้ว่าตัวเองสร้างอะไรขึ้นมา

แต่เด็กอีกกลุ่มอาจไปคุยกับคนตักอาหาร แล้วพบว่าแต่ละคนกินไม่เท่ากัน ในขณะที่ทุกจานถูกตักเท่ากันหมด เขาจึงอยากลองให้เลือกปริมาณได้ก่อน และค่อยเติมเมื่อยังไม่อิ่ม งานที่ตามมาคือคุยกับครัว ปรับวิธีตัก ดูว่าแถวช้าลงไหม และเก็บข้อมูลว่ามีอาหารเหลือเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าทดลองแล้วช่วยได้ เราจะมองเห็นคุณค่าของงานแบบนี้ในวิชานวัตกรรมด้วยไหม

ผมคิดว่าเราควรมีที่ให้คำตอบแบบหลังด้วย เด็กยังต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ต้องเข้าใจคน และต้องลงมือพิสูจน์สิ่งที่คิด เพียงแต่ความสามารถเหล่านั้นอาจออกมาเป็นวิธีจัดการมื้ออาหารร่วมกัน โดยไม่มีเครื่องใหม่สักเครื่อง

แม้แต่ Oslo Manual ของ OECD และ Eurostat ซึ่งใช้เป็นแนวทางวัดนวัตกรรม ก็ให้ความหมายครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์และกระบวนการที่ใหม่หรือปรับปรุงจนต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และต้องเปิดให้ใช้หรือนำมาใช้จริง ความใหม่จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคิดสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำในโลก1

ส่วนคำว่า “ขายได้” ช่วยให้เราคิดถึงคนใช้และความเป็นไปได้ของธุรกิจ แต่ในงานสังคมยังมีคุณค่าที่ต้องมองอีก เด็กที่มีอาหารพอ คนที่เข้าถึงบริการได้ หรือครอบครัวที่เสียเวลารอน้อยลง อาจไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินให้เราโดยตรง เราต้องหาวิธีให้งานมีทรัพยากรทำต่อได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรู้ด้วยว่าใครได้รับประโยชน์จริงจากสิ่งนั้น

เมื่อมองแบบนี้ คำถามเรื่องนิยามจึงเกี่ยวกับการให้โอกาสคนด้วย คนที่เขียนโปรแกรมไม่เป็นหรือไม่มีเครื่องมือสร้างต้นแบบราคาแพง ยังเข้ามาคิดนวัตกรรมได้จากความเข้าใจเรื่องที่ตัวเองอยู่กับมันทุกวัน และความสามารถชวนคนมาลองทำต่างจากเดิม

เปลี่ยนอะไร ให้ใคร ผ่านหนทางไหน

ในมุมของ DO IN THAI ผมใช้ความหมายสั้นๆ ว่า

นวัตกรรม = การสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่าน “หนทางใหม่”

พอเป็นนวัตกรรมสังคม ความเปลี่ยนแปลงที่เราสนใจคือชีวิตของคนดีขึ้นจากปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตเขาด้วย เราจึงต้องรู้ให้ได้ว่ากำลังทำงานกับใคร เขาอยู่กับเรื่องอะไร และสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นมีความหมายกับเขาอย่างไร

คำว่า “หนทาง” เปิดให้เราเลือกได้กว้างขึ้น อาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ บริการ วิธีแบ่งงาน กติกาที่ตกลงร่วมกัน หรือการเชื่อมคนที่ต่างฝ่ายต่างมีบางอย่างแต่ยังทำงานด้วยกันไม่ได้ เทคโนโลยีก็อยู่ในทางเลือกเหล่านี้ จะใช้มากน้อยแค่ไหนต้องดูว่ามันช่วยให้ไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการอย่างไร

แนวคิดนวัตกรรมสังคมของ OECD ก็ครอบคลุมการเปลี่ยนแนวคิด กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และวิธีจัดองค์กร โดยมีความเป็นอยู่ของคนและชุมชนเป็นเป้าหมาย2 ส่วนประโยคสั้นๆ ข้างบนเป็นวิธีที่ผมใช้คุยกับคนทำงาน เพื่อให้เรากลับมาดูความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ทำกับชีวิตที่อยากให้ดีขึ้นได้ง่าย

องค์ประกอบนวัตกรรมสังคม: กลุ่มผู้รับประโยชน์ ประเด็นทางสังคม และหนทางใหม่เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก

ต้องมองคน ปัญหา และหนทางที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ภาพแนวคิดโดย Suthat Ronglong / DO IN THAI เปิดภาพขนาดเต็ม

อย่างคำว่า “เด็กขาดโอกาส” ยังบอกเราน้อยมาก เด็กกลุ่มไหน ขาดโอกาสเรื่องอะไร และอะไรทำให้เขาเข้าไม่ถึงโอกาสนั้น ถ้าเรื่องที่ติดอยู่คือไม่มีอาหารพอกินก่อนมาเรียน วิธีช่วยก็ต่างจากเด็กที่มีอาหารพร้อมแต่เดินทางมาโรงเรียนไม่ได้ เรียกทั้งสองกลุ่มด้วยคำเดียวกันได้ แต่คงออกแบบงานให้เหมือนกันทั้งหมดไม่ได้

คำว่า Beneficiaries หรือกลุ่มผู้รับประโยชน์ในภาพ จึงควรพาเราไปเจอคนจริงๆ ให้เขามีส่วนบอกว่าสิ่งไหนสำคัญและแบบไหนที่ใช้ได้กับชีวิตเขา ถ้าเขามีหน้าที่เพียงรอรับสิ่งที่เราคิดเสร็จแล้ว เราก็ยังใช้ตัวเองเป็นตัวตั้งอยู่มาก แม้จะเขียนชื่อเขาไว้กลางแผนก็ตาม

อาหารมีอยู่ แล้วทำไมยังไปไม่ถึงคนกิน

ลองใช้เรื่องอาหารมาคิดต่อ งาน FoodGiving ของ DO IN THAI อยู่กับคำถามเรื่องการเชื่อมอาหารส่วนเกินจากธุรกิจไปถึงคนที่ต้องการ ถ้ามองเฉพาะตัวเครื่องมือ เราอาจอธิบายงานนี้ว่าเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันอาหาร แต่พอจะทำให้มันเกิดขึ้นจริง มีเรื่องให้ทำความเข้าใจมากกว่าการจับคู่คนให้กับคนรับ

สมมติร้านอาหารแห่งหนึ่งมีอาหารส่วนที่ยังแบ่งปันได้ตอนค่ำ ขณะที่กลุ่มเด็กที่เราอยากให้ได้รับอาหารต้องกินก่อนหน้านั้น หรือมีรถไปรับได้ แต่ไม่มีคนรับช่วงจัดเก็บและแจกจ่ายเมื่อรถมาถึง ต่อให้ทุกคนเปิดแอปเห็นข้อมูลตรงกัน อาหารก็ยังอาจไปไม่ถึงมื้อที่เขาต้องการอยู่ดี

หนทางที่ต้องหาอาจเป็นการเปลี่ยนเวลาประสานงาน หาเครือข่ายที่รับช่วงกันได้ หรือเริ่มจากอาหารและเส้นทางที่ดูแลได้จริง ต้องรู้ด้วยว่าใครตรวจรับ ใครตัดสินใจว่าอะไรส่งต่อได้ และใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา รายละเอียดเหล่านี้เป็นส่วนของการออกแบบงานตั้งแต่ต้น เพราะคนกินเป็นคนรับผลจากการตัดสินใจของเรา

แผนการแบ่งปันอาหารจากร้าน ผ่านการตรวจรับ รับอาหาร ส่งอาหาร และยืนยันการรับ พร้อมส่งข้อมูลกลับไปวิเคราะห์และปรับการผลิต

อาหารต้องเดินทางถึงคน ส่วนข้อมูลต้องกลับไปช่วยให้คนทำงานปรับวิธีของตัวเองได้ ภาพแนวคิดโดย Suthat Ronglong / DO IN THAI เปิดภาพขนาดเต็ม

ลูกศรที่ส่งข้อมูลกลับในภาพมีเรื่องให้คิดต่อ ถ้าร้านรู้ว่าอาหารแบบไหนเหลือบ่อย ปริมาณเท่าไหร่ และเหลือช่วงไหน ก็อาจนำไปปรับการผลิตได้ เราจึงควรเปิดรับผลแบบที่อาหารเหลือลดลงด้วย แม้นั่นจะทำให้จำนวนอาหารที่ส่งผ่านระบบแบ่งปันลดลงก็ตาม ถ้าวัดความสำเร็จด้วยยอดบริจาคอย่างเดียว เราอาจมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีอีกด้านหนึ่ง

การมองความเชื่อมโยงแบบนี้คือส่วนหนึ่งของ การคิดเชิงระบบ หรือ Systems Thinking เราตามดูว่าคน ทรัพยากร ข้อมูล และกติกาส่งผลถึงกันอย่างไร เรื่องที่เห็นอยู่ตรงหน้าเกิดจากอะไรได้บ้าง และเมื่อเราเปลี่ยนจุดหนึ่ง ใครต้องเปลี่ยนตาม

เราไม่จำเป็นต้องวาดภาพให้ครบทุกเรื่องในเมืองก่อนเริ่มทำ แต่ควรเห็นมากพอจะเลือกจุดที่ลงมือได้ และรู้ว่าต้องชวนใครมาคุย สมมติปรับเวลารับอาหารแล้วช่วยให้ขนส่งสะดวกขึ้น แต่ทำให้คนในชุมชนต้องรอจนดึกทุกคืน เราก็ต้องเอาเวลาของเขากลับมาคิดด้วย จะนับเฉพาะเวลาที่ทีมเราประหยัดได้ก็คงไม่พอ

ความใหม่จึงอาจอยู่ตรงที่คนหลายฝ่ายทำงานด้วยกันได้ในแบบที่ก่อนหน้านี้ยังทำไม่ได้ แอปช่วยให้เห็นข้อมูล รถช่วยขนส่ง คนในพื้นที่ช่วยให้เข้าใจความต้องการ และข้อตกลงช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ว่าพึ่งพากันได้แค่ไหน ต้องดูส่วนเหล่านี้ร่วมกันถึงจะอธิบายได้ว่าอะไรทำให้อาหารไปถึงคน

ทำเสร็จแล้ว เรารู้อะไรเรื่องชีวิตเขาบ้าง

พอตกลงกันว่านวัตกรรมคือการสร้างความเปลี่ยนแปลง วิธีดูผลงานก็ต้องตามไปด้วย เราสร้างระบบเสร็จ จัดกิจกรรมครบ หรือมีคนเข้าร่วมมากขึ้น เป็นข้อมูลที่ควรรู้ แต่ยังมีระยะทางจากตรงนั้นไปถึงชีวิตคนที่ดีขึ้น

ในตัวอย่างเรื่องอาหาร ผมอยากชวนแยกสิ่งที่กำลังดูออกเป็นสามระดับ

Output คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการลงมือของเรา เช่น มีระบบประสานงาน มีเครือข่ายร่วมส่งอาหาร และส่งอาหารถึงจุดรับได้กี่ครั้ง ตรงนี้บอกว่าทำอะไรไปแล้วและทำได้แค่ไหน

Outcome คือสิ่งที่เปลี่ยนไปกับคนหรือวิธีทำงานของเขา เด็กที่ตั้งใจจะช่วยได้รับอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอสม่ำเสมอขึ้นไหม ร้านนำข้อมูลไปใช้วางแผนหรือยัง คนประสานทำงานต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มตกลงกันใหม่ทุกครั้งหรือเปล่า ต้องติดตามการใช้และผลที่เกิดขึ้นจึงจะตอบได้

Impact คือผลที่กว้างหรือต่อเนื่องไปถึงชีวิตและสังคม เราอาจมุ่งหวังให้การมีอาหารเพียงพอช่วยให้เด็กมีความพร้อมเรียนรู้มากขึ้น หรือให้คนหลายฝ่ายดูแลเรื่องอาหารร่วมกันได้ในระยะยาว นี่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ และต้องดูปัจจัยอื่นที่มีผลกับชีวิตเขาด้วย

วงซ้อน Output, Outcome และ Impact พร้อมตัวอย่างการแบ่งปันอาหาร การมีอาหารเพียงพอ และความเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมกับโอกาสเรียนรู้

ภาพวางผลที่มุ่งหวังไว้หลายระดับ การมีงานในวงเล็กยังไม่ได้ยืนยันว่าผลในวงใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ภาพแนวคิดโดย Suthat Ronglong / DO IN THAI เปิดภาพขนาดเต็ม

สามคำนี้ช่วยให้เราเล่าผลงานตรงกับสิ่งที่รู้ ถ้ารู้เพียงว่าส่งอาหารถึงแล้ว ก็บอกได้เท่านั้นก่อน ถ้าจะบอกว่าเด็กกินดีขึ้น ต้องรู้เพิ่มว่าอาหารถึงเด็กคนไหน ได้กินจริงไหม เหมาะกับเขาหรือเปล่า และเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน ส่วนการบอกว่าเรียนดีขึ้นเพราะโครงการ ต้องมีหลักฐานมากกว่าภาพการส่งมอบอาหาร

คนรับเองก็ควรมีโอกาสบอกสิ่งที่ตัวเลขเราไม่เห็น เช่น เวลาแจกไม่เข้ากับชีวิต อาหารบางอย่างกินไม่ได้ หรือวิธีรับทำให้รู้สึกอาย ข้อมูลเหล่านี้ต้องย้อนมาเปลี่ยนวิธีทำงานได้ด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะเก็บได้แต่หลักฐานว่าทำสำเร็จตามแผน โดยยังไม่รู้ว่าแผนนั้นดีพอสำหรับเขาหรือยัง

หนทางใหม่ ใช้ของที่มีอยู่แล้วได้

พอฟังถึงตรงนี้ อาจมีคำถามว่า ถ้าใช้โทรศัพท์ที่มีอยู่ ใช้รถที่วิ่งอยู่แล้ว และชวนคนที่อยู่ในพื้นที่มาทำงานด้วยกัน ความใหม่อยู่ตรงไหน

ต้องกลับไปเทียบกับวิธีที่เคยทำครับ ก่อนหน้านี้อาหารไปไม่ถึงเพราะต่างคนต่างไม่รู้เวลา หรือไม่มีใครรับผิดชอบช่วงส่งต่อ วิธีใหม่เปลี่ยนข้อมูล การแบ่งงาน และข้อตกลงอย่างไร จนสิ่งที่ติดอยู่เริ่มทำได้ การประกอบสิ่งที่มีอยู่ให้ทำงานร่วมกันต่างไปจากเดิมอาจต้องใช้ความเข้าใจมากพอๆ กับการสร้างเครื่องมือใหม่

แต่ถ้าทุกอย่างยังทำเหมือนเดิม เพียงเปลี่ยนชื่อโครงการให้มีคำว่านวัตกรรม ก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าหนทางใหม่คืออะไร และถ้ายังมีเพียงไอเดียที่ไม่ได้ลองใช้ เราก็ควรบอกว่านั่นคือแนวทางที่กำลังจะทดลอง ผลที่หวังยังต้องรอให้การลงมือช่วยตอบ

เรื่องที่มีคนเคยทำได้ในอีกพื้นที่หนึ่ง เราก็เรียนรู้จากเขาได้ ไม่ต้องเริ่มคิดใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นผลงานของเราเอง แต่ต้องเข้าใจว่าอะไรทำให้วิธีนั้นใช้ได้ ที่ใหม่มีเงื่อนไขเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ใครจะดูแล และต้องปรับส่วนไหนให้เข้ากับชีวิตคนที่นี่

การเลือกใช้ของที่มีอยู่ยังช่วยให้คิดเรื่องการทำต่อได้ชัดขึ้น ถ้าวิธีหนึ่งราคาถูกตอนเริ่ม แต่ต้องให้คนดูแลเสียเวลาทุกวันโดยไม่มีใครช่วย ต้นทุนนั้นก็ยังอยู่ เพียงย้ายไปอยู่กับชีวิตของเขา เราควรดูทั้งเงิน เวลา ความรู้ที่ต้องใช้ และกำลังของคนที่จะรับช่วงต่อ อย่างที่ชวนคิดไว้ในเรื่อง ถ้าเราถอยออก แล้วใครทำต่อ

บางงานจึงอาจเริ่มจากวิธีธรรมดาที่ทุกฝ่ายลองใช้และปรับเองได้ก่อน เมื่อเห็นชัดแล้วว่าติดข้อจำกัดตรงไหน จึงพัฒนาเครื่องมือมาเติม เราจะรู้มากขึ้นด้วยว่าควรให้เครื่องช่วยทำอะไร และเรื่องไหนยังต้องอาศัยคนคุยกัน

ถ้าอยากให้เด็กคิดได้กว้างขึ้น เราจะถามเขาอย่างไร

พอกลับมาที่ครูกับเด็กๆ ผมคิดว่าเราเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องนวัตกรรมได้ตั้งแต่โจทย์ที่ให้ ถ้าครูถามว่าอยากสร้างอะไร เด็กก็ต้องรีบหาของมาสร้าง แต่ถ้าลองให้เขาไปเลือกเรื่องที่อยากทำให้ดีขึ้น คุยกับคนที่เกี่ยวข้อง แล้วกลับมาเล่าว่าได้เข้าใจอะไร โอกาสที่จะเห็นคำตอบหลายแบบก็เพิ่มขึ้น

ในตัวอย่างโรงอาหาร เด็กกลุ่มที่อยากเปลี่ยนวิธีตักควรมีโอกาสนำเสนอสิ่งที่ได้ฟัง วิธีที่ลอง ปัญหาที่พบ และข้อมูลอาหารเหลือก่อนกับหลัง โดยดูด้วยว่าเด็กยังได้กินพอไหม ครัวทำงานไหวหรือเปล่า ถ้าลองแล้วไม่ช่วย ก็ควรอธิบายได้ว่าเพราะอะไรและจะปรับตรงไหน การเรียนรู้แบบนี้มีเนื้องานให้ประเมินได้ แม้ไม่มีสิ่งประดิษฐ์ให้วางบนโต๊ะ

ส่วนเด็กที่เลือกทำเครื่องมือ ก็ใช้คำถามเดียวกันได้ เครื่องนั้นช่วยใคร ทำให้เรื่องอะไรต่างจากเดิม และรู้ได้อย่างไรว่าช่วยจริง เราให้ความสำคัญกับความรู้ทางเทคนิคได้เต็มที่ พร้อมกับฝึกให้เขาเชื่อมความรู้นั้นกับชีวิตของคนที่ต้องใช้มัน

เรื่องนี้ไปถึงผู้ใหญ่ที่ให้ทุนและรับงานด้วย ถ้าพูดว่าอยากได้การเปลี่ยนแปลง แต่ยอมรับผลงานเฉพาะแอป เครื่องมือ หรือจำนวนกิจกรรม คนทำงานก็มีเหตุผลที่จะเลือกสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่ต้น เราต้องยอมให้วิธีทำเปลี่ยนตามสิ่งที่พบ และมีเวลาติดตามผลหลังจากชิ้นงานเสร็จแล้วด้วย

ครั้งต่อไปที่กำลังคิดโครงการนวัตกรรม ลองเขียนให้ได้สักย่อหน้าว่า คนกลุ่มไหนกำลังติดเรื่องอะไร วันนี้เขาจัดการกันอย่างไร และเราอยากลองเปลี่ยนตรงไหนกับเขา ถ้ายังเขียนไม่ได้ ก็มีเรื่องที่ต้องไปฟังเพิ่ม แต่ถ้าเริ่มเห็นแล้ว เราค่อยช่วยกันเลือกว่าจะใช้ความรู้หรือเครื่องมืออะไร และดูจากอะไรว่าเขาได้ประโยชน์ขึ้น

ผมอยากให้คำว่านวัตกรรมช่วยเปิดโอกาสให้คนทำงานกับปัญหาที่เขาเห็นอยู่ เด็กที่คุยกับคนในครัวจนได้ลองปรับวิธีตักอาหาร ควรได้เรียนรู้ว่าความคิดและการลงมือของเขามีคุณค่า เมื่อเขาอธิบายได้ว่าเปลี่ยนอะไร ลองแล้วเกิดอะไรขึ้น และคนที่เกี่ยวข้องได้อะไรจากมัน นั่นก็เป็นงานที่เราควรตั้งใจฟังแล้ว

แหล่งอ้างอิง

  1. OECD/Eurostat (2018). Oslo Manual 2018, Chapter 2: Concepts for measuring innovation. ข้อ 2.19–2.20 อธิบายการนำไปใช้และความใหม่เมื่อเทียบกับบริบทเดิม ข้อ 2.99 ให้นิยามที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ เป็นกรอบการวัดนวัตกรรม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันผลของตัวอย่างในบทความ

  2. OECD. Social economy and social innovation. อธิบายนวัตกรรมสังคมผ่านการพัฒนาและนำหนทางใหม่ไปใช้ ทั้งการเปลี่ยนแนวคิด กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และการจัดองค์กร เพื่อความเป็นอยู่ของคนและชุมชน

ภาพประกอบ

Contribution ทั้งหมด